5 ข้อมาดริดครองเจ้ายุโรป



จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับนัดชิงชนะเลิศศึกลูกหนัง ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่น 2021/22 ซึ่งเป็นอันว่า เรอัล มาดริด คว่ำ ลิเวอร์พูล ลงได้ด้วยสกอร์ 1-0 ในการฟาดแข้งที่สังเวียน สต๊าด เดอ ฟร็องซ์ ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ที่ 28 พ.ค.

แน่นอนว่าตลอดทั้งเกม หงส์แดง มีโอกาสเช็คบิลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ช่วยไม่ได้จริงๆที่ฟุตบอลตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการยิงประตู และแค่เม็ดเดียวก็มากพอที่จะทำให้ ราชันชุดขาว เจ้าพ่อถ้วยหูใหญ่ตัวจริงซิวแชมป์ไปเชยชมเป็นสมัยที่ 14


1.เกมที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง

หะแรกคาดกันว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า จะพลาดเกมชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยอีกใบจนได้เหมือนที่เขาชวดลงเล่นเกมชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ มาก่อนเนื่องจากเจ็บในช่วงอบอุ่นร่างกายก่อนเกมเหมือนกันไม่มีผิด

จากสภาพความฟิตที่ไม่เต็มร้อยของกองกลางสแปนิช ส่งผลให้มีการรายงานว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ หงส์แดง ซึ่งส่งรายชื่ออดีตขุนพลทีม บาเยิร์น มิวนิค อยู่ในโผ 11 คนแรกไปก่อนแล้วอาจจำใจต้องเปลี่ยนให้ นาบี้ เกอิต้า ลงเล่นแทน

อย่างไรก็ดี สุดท้ายมีการตัดสินใจให้ ติอาโก้ ซึ่งน่าจะฟิตมากพอลงบู๊เป็นตัวจริงตามเดิม แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์นอกสนามก็ยุ่งเหยิงไม่แพ้กัน ทั้งการจราจรติดขัด และทั้งว่ากันว่าแฟนบอล หงส์แดง ที่ยกโขยงมาเหยียบปารีสมากถึงหกหมื่นชีวิต และไม่มีบัตรเข้าชมพยายามฝ่าเข้าไปในสนามจนส่งผลให้ตำรวจเมืองน้ำหอมต้องใช้แก้สน้ำตา หรือสเปรย์พริกไทยยิงเข้าใส่จนต้องมีการประกาศดีเลย์เกมออกไปสามรอบก่อนลงเอยพะบู๊กันได้หลังจากล่าช้าไปนาน 36 นาที

2.จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล 0- กูร์กตัวส์ 5


ต้องออกแรงเยอะทีเดียวสำหรับ ติโบ กูร์กตัวส์ นายทวารทีมชาติ เบลเยี่ยม ของ เรอัล มาดริด ซึ่งเซฟลูกอันตรายให้ทีมได้หลายหน ช่วยให้ ราชันชุดขาว รอดพ้นจากการเสียประตูในครึ่งแรกซึ่งเกมจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 แม้ ลิเวอร์พูล จะมีโอกาสส่องยิงหลายต่อหลายครั้ง

จากสถิติที่ปรากฏ ทีมของกุนซือชาวเมืองเบียร์ได้สับไกใน 45 นาทีแรกมากถึง 10 ครั้งด้วยกัน แต่ไม่เป็นประตูจากจังหวะที่บอลเข้ากรอบมากถึงห้าครั้ง ขณะที่ ราชันชุดขาว มีโอกาสแค่หนเดียวเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า 5 ครั้งที่ ลิเวอร์พูล ยิงบอลเข้ากรอบได้ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่พวกเขาทำเฉพาะในครึ่งแรกของนัดชิง แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งมากกว่าตลอดทั้ง 90 นาทีของเกมชิงถ้วยใบนี้สองครั้งก่อนหน้านี้ของทีมด้วยซ้ำ (2ครั้งในปี 2018) และ (3ครั้งในปี 2019)

อย่างไรก็ดี ทีมแชมป์ ลา ลีกา เกือบได้เฮก่อนในช่วงอึดใจสุดท้ายก่อนจบครึ่งแรกเมื่อ คาริม เบนเซม่า กองหน้าจอมเก๋าซัดบอลตุงตาข่าย แต่เป็นลูกล้ำหน้าซะก่อน ฉะนั้นแล้วความดีความชอบที่ทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่โดนเจาะไข่แดงในช่วง 45 นาทีแรกจึงต้องตกอยู่กับอดีตนายทวารทีม เชลซี คนเดียวเต็มๆ

3.ซาลาห์ แค้นจุกอก

คำพระท่านว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

หลังจาก โม ซาลาห์ รู้ว่า เรอัล มาดริด คือคู่ต่อกรในเกมชิงดำถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นนี้ เขาก็ส่งสารท้ารบทันทีหมายชำระหนี้แค้นจากเมื่อสี่ปีก่อนที่แพ้ให้กับ ราชันชุดขาว 3-1

แต่เอาเข้าจริง แม้ เซร์คิโอ รามอส โจทก์เก่าจะย้ายออกไปแล้ว แต่ดาวยิงทีมชาติอียิปต์ก็หนีไม่พ้นโดนเพิ่มรอยแค้นเข้าให้จนได้เมื่อ เรอัล มาดริด ชุดนี้มี กูร์กตัวส์ และ วินิซิอุส จูเนียร์ ซึ่งทำให้เขาจำต้องแพ้ทีมจากลีกกระทิงดุเป็นคำรบสอง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจากความแค้นที่สั่งสมมานานสี่ปี ซาลาห์ แสดงความมุ่งมั่นออกมาให้เห็นอย่างขัดเจน และมีโอกาสยิงประตูหลายหนโดยส่งบอลเข้ากรอบคนเดียวมากถึง 6 ครั้ง แต่ไม่เป็นประตู และรวมแล้วตลอด 90 นาที รองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้ส่องยิงมากถึง 24 ครั้ง และตรงกรอบ 9 ครั้ง แต่โนสกอร์

ขณะเดียวกัน เรอัล มาดริด มีโอกาสแค่ 4 ครั้งเท่านั้น และส่งบอลเข้ากรอบได้สองหน แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาสามารถนำโทรฟี่ใบเขื่องกลับไปตั้งโชว์ที่ เบร์นาเบว จนได้

นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่าแม้เราจะเจ็บแค้นมากแค่ไหนก็ไม่ควรด่วนพูดอะไรออกไปอย่างที่ ซาลาห์ ถูกอดีตนักเตะหลายรายติติงการกระทำจนในที่สุดก็เป็นเขาเองจริงๆด้วยที่หนีไม่พ้นต้องเจ็บซ้ำเพิ่มหนักเข้าไปอีก

4. อนาคตของ มาเน่

ซาดิโอ มาเน่ ให้สัมภาณ์ว่าจะให้คำตอบถึงอนาคตของตัวเองหลังจบศึก แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศกับ เรอัล มาดริด

ถึงอย่างนั้น หลายต่อหลายเสียงพากันชี้ขาดแล้วว่าดาวยิงทีมชาติเซเนกัลจะอำลา แอนฟิลด์ ในซัมเมอร์นี้แน่แม้จะเหลือสัญญาอีกปีเนื่องจากได้รับความสนใจจาก บาเยิร์น มิวนิค

และยิ่งต้องผิดหวังในเกมล่าสุด มาเน่ ก็อาจตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเนื่องจากเขาประสบความสำเร็จในเมืองผู้ดีมาหมดแล้ว และค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก มานานพอดูแล้วโดยเคยเป็นดาวเตะทีม เซาธ์แฮมป์ตัน มาก่อน

แต่ก็นั่นแหละ ฟุตบอลลูกกลมๆจะไปเอาอะไรแน่นอนได้เพราะบางทีหากจะมองแบบโลกสวยเอาไว้ก่อน มาเน่ อาจประกาศรับใช้ หงส์แดง ต่อก็ได้เหมือนที่ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ เมิน ราชันชุดขาว โดยเลือกต่อสัญญากับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

5.อันเช่สร้างสถิติ-ราชันกวาดเรียบทีมจากอังกฤษ

ในที่สุด คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซืออิตาเลี่ยนก็สร้างชื่อเป็นโค้ชคนแรกที่ได้สัมผัสกับแชมป์หูใหญ่มากที่สุดเป็นสมัยที่ 4 ของตัวเอง

อดีตผู้จัดการทีม เอฟเวอร์ตัน สร้างผลงานระบือลือลั่นพา ราชันชุดขาว ล้มทีมเต็งแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จพร้อมทั้งทำให้ตัวเองได้แชมป์ถ้วยใบนี้มากกว่ากุนซือทุกรายโดยแบ่งเป็นการคุมทีม เอซี มิลาน สองครั้งในปี 2003 และ 2007 และ เรอัล มาดริด สองครั้งในปี 2014 และ 2022

เท่านั้นไม่พอ แม้ เรอัล มาดริด จะถูกมองว่าเป็นทีมเหนือดวงที่พลิกสถานการณ์เข้ารอบมาได้อย่างไม่น่าเชื่อหลายต่อหลายนัด และเป็นรอง หงส์แดง หลายขุม แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำเอากูรูหลายรายหน้าแหกไปตามๆกันเนื่องจากส่วนใหญ่มั่นใจว่าแชมป์ ลา ลีกา ไม่มีทางโชคดีอีกแน่เมื่อมาเจอกับของจริงอย่าง เร้ด แมชีน

แต่แล้วก็เป็นขาใหญ่ตัวจริงของถ้วยใบนี้ที่หักอก เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้อีกครั้ง แถมพวกเขากำราบทีมจากเมืองผู้ดีเรียบวุธทั้ง เชลซี แชมป์เก่า , แมนฯ ซิตี้ แชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ลิเวอร์พูล ซึ่งลงเอยแล้วได้แชมป์ใบเล็กสองใบ

ถึงตรงนี้ จึงต้องรอดูว่าขบวนแห่แชมป์ของ หงส์แดง จะกร่อยหรือเปล่าหลังจากพวกเขาประกาศไปก่อนแล้วว่าต่อให้แพ้ เรอัล มาดริด ก็จะจัดพิธีแห่โทรฟี่ คาราบาวคัพ และ เอฟเอคัพ ไปรอบๆเมืองอยู่ดี หลังเสียเส้นไม่น้อยที่โดน ราชันชุดขาว ย้ำแค้น

พร้อมกันนี้ ยังมีการแฉสถิติออกมาด้วยว่า หงส์แดง ยิงประตูไม่เป็นเลยในนัดชิงชนะเลิศทุกรายการในซีซั่นนี้เนื่องจากชนะ เชลซี ในฟุตบอลถ้วยสองใบของประเทศด้วยการดวลลูกโทษตัดสิน ก่อนพ่าย เรอัล มาดริด ในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ลีก

รวมแล้วในสามเกมนี้ ทีมของ คล็อปป์ ลงบู๊ไปทั้งสิ้น 330 นาที และมีโอกาสคลำเป้ามากถึง 61 ครั้ง แต่ส่งบอลเข้าไปซุกที่ก้นตาข่ายไม่ได้เลยสักครั้งจากการยิงเข้ากรอบ 17 ครั้ง

( ช่องทางในการติดต่อสอบถาม )


Add friend ที่ @55club

ติดตามที่เด็ดจากนักวิเคราะห์ชื่อดัง )

www.55vip.club


( ติดตามได้ที่เพจ )


55VIP.Club

ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น