แมนเชสเตอร์เป็นสีฟ้า,ดราม่าโรงละคร! 5 ประเด็นแมนยูถูกแมนซิตี้สอนบอลน่าอาย


เป็นอันว่าการปะทะกันหนแรกในอาชีพผู้จัดการทีมระหว่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ ราล์ฟ รังนิก จบลงด้วยชัยชนะที่แสนง่ายดาย และขาดลอยของ แมนฯ ซิตี้ ที่มีเหนือ แมนฯ ยูไนเต็ด 4-1

ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่สกอร์ที่เกินความคาดหมายเนื่องจากศักยภาพของสองทีมร่วมเมืองในระยะหลังต่างกันราวฟ้ากับเหว แถม เรือใบสีฟ้า ไม่ใช่ "เพื่อนบ้านที่น่ารำคาญ" ของ ปีศาจแดง อีกต่อไปแล้ว

และนี่คือ 5 ประเด็นที่เกิดขึ้นในเกม แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ ครั้งที่ 187 ที่สังเวียนแข้ง เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มี.ค.


1.จะมี โรนัลโด้ หรือไม่มีก็ไม่แตกต่าง


ก่อนเกม แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ รังนิก ยืนยันว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พลาดเกมผ่าเมืองเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บสะโพก

แน่นอนว่า "ซีอาร์เซเว่น" เคยล้มเจ็บมาก่อน และพลาดการลงสนามให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปบ้างแล้วในซีซั่นนี้ แต่พอ ผีแดง ปราศจากดาวซัลโวสูงสุดในเกมแห่งศักดิ์ศรี ปรากฏว่ามีกระแสสังคมที่ไม่เชื่อเหตุผลของกุนซือชาวเยอรมัน

นั่นเป็นเพราะก่อนที่ รังนิก จะให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่า "เฮียโด้" เจ็บสะโพก มีข่าวบางแหล่งอ้างว่า โรนัลโด้ ฟิตสมบูรณ์ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับแท็คติกของเจ้านายซึ่งจับเขาเป็นตัวสำรองในเกมบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ เจ้าตัวจึงไม่พอใจ และไม่ขอมีส่วนร่วมเลยทำให้ไม่ได้เข้าเช็คอินในโรงแรมก่อนเกมหนึ่งคืนเหมือนเพื่อน ผีแดง ทั้งหลาย

ด้าน รอย คีน อดีตกัปตัน แมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะกูรูมองว่า รังนิก โกหกเพราะเขาไม่เชื่อว่ากองหน้าซึ่งมีสภาพร่างกายเหมือนเครื่องจักรจะเจ็บสะโพกซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่ คีโน่ ระบุว่าไม่สมเหตุสมผล

จะอย่างไรก็ตาม ด้วยความเหนือชั้นของทีมจ่าฝูง บอกได้เลยว่าต่อให้ ผีแดง มีกองหน้าจอมเก๋าอยู่ในทีม และลงเล่นเป็นตัวจริง ผลลัพธ์ที่ปรากฏก็ไม่แตกต่างกันหรอก

อย่าลืมว่าฟอร์มหลังของ โรนัลโด้ ก็ไม่ได้มหัศจรรย์อะไร และสอยตาข่ายได้อย่างฝีดเคืองลงทุกที อย่างเกมก่อนหน้านี้กับ วัตฟอร์ด ก็ยิงประตูไม่ได้ ซ้ำร้ายยังเคยโดน ลิเวอร์พูล บุกไปยำใหญ่ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด 5-0 มาแล้ว ฉะนั้นนาทีนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีหัวหอกวัย 37 ปีลงเล่นหรือไม่กับเกมที่คู่แข่งมีศักยภาพเหนือกว่า แฟนบอล ผีแดง ก็คงคาดหวังในตัวดาวเตะเลือดฝอยทองไม่ได้มากนักหรอก

2.ประตูของ ซานโช่

หลังเสียประตูให้เจ้าบ้านตั้งแต่ไก่โห่ในนาทีที่ 5 ลางร้ายก็แสดงให้เห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แคล้วโดนทีมร่วมเมืองถล่มเละแน่เนื่องจากตาข่ายขาดอย่างไว

ที่ไหนได้ ถึงกลางครึ่งแรก เจดอน ซานโช่ อดีตเด็กเก่าของ แมนฯ ซิตี้ ซัดลูกตีเสมอให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จแม้ว่ารูปเกมจะไม่ถึงกับเหนือกว่าเจ้าถิ่นก็ตาม

ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้แปลกอะไรเนื่องจากช่วงหลังดาวเตะทีมชาติอังกฤษเริ่มสร้างประโยชน์ให้ทีมได้มากขึ้น และถูกส่งลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องจนทำเอา มาร์คัส แรชฟอร์ด ตกกระป๋องอย่างถาวร

และจากสกอร์ 1-1 มันหมายความว่า ซานโช่ กลับมายิงประตูทีมเก่าที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เป็นเม็ดแรกซะได้ด้วยหลังย้ายไปสร้างชื่อกับ ดอร์ทมุนด์ ในลีกเมืองไส้กรอก ก่อนกลับบ้านเกิดมาเซ็นสัญญากับ ผีแดง

อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้วประตูของ ซานโช่ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยเนื่องจากตลอดเกม 90 นาทีเป็น แมนฯ ซิตี้ ที่มีจังหวะกระทุ้งมากกว่ารวม 24 ครั้งต่อ 5 ครั้ง และโดยเฉพาะครึ่งหลังซึ่งพวกเขาเล่นได้เหนือกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ลิบลับ อีกทั้งการแก้เกมของ รังนิก ที่ส่ง แรชฟอร์ด กับ เจสซี่ ลินการ์ด ลงเล่นแทน ปอล ป็อกบา กับ แอนโธนี่ อีแลงก้า ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เพราะนับจากนั้น เรือใบสีฟ้า ยิงเพิ่มได้อีกสองตุง

3.สองประตูของ เดอ บรอยน์

สมแล้วที่ได้รับเลือกให้เป็น แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์ ของเกมนี้สำหรับ เควิน เดอ บรอยน์ กัปตันทีม แมนฯ ซิตี้ ซึ่งกดลูกเบิกร่องในเกมได้ และมาซัดอีกเม็ดพาทีมแซงนำอีกหน 2-1

นี่ถ้าโชควาสนาเป็นใจสักหน่อย ดาวเตะทีมชาติ เบลเยี่ยม น่าจะทำแฮททริคได้ด้วยซ้ำซึ่งหากเขาทำได้ก็จะนับเป็นพ่อค้าแข้งรายที่สองที่สำเร็จในเกม แมนเชสเตอร์ดาร์บี้

เท่าที่ผ่านมา มีนักเตะคนเดียวเท่านั้นที่กดแฮททริคในเกมผ่าเมืองได้คือ อังเดร แคนเชสสกี้ อดีตปีกจรวดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งแผลงฤทธิ์เอาไว้เมื่อวันที่ 10 พ.ย.1994 นัดที่ ผีแดง เปิดบ้านถล่ม เรือใบ อับปาง 5-0

อย่างไรเสีย ประตูแรกของ เดอ บรอยน์ ในเกมล่าสุดทำให้เขาเป็นนักเตะ เบลเยี่ยม รายที่สี่ที่ยิงได้ใน พรีเมียร์ลีก ครบ 50 ตุงแล้วต่อจาก โรเมลู ลูกากู (118), คริสติย็อง เบนเตเก้ (86) และ เอแด็น อาซาร์ (85)

4.มาห์เรซ ไม่ยอมน้อยหน้า

นอกจาก เดอ บรอยน์ แล้ว ริยาด มาห์เรซ ก็คลำเป้าได้สองเม็ดเช่นกันในเกมขยี้ แมนฯ ยูไนเต็ด 4-1 ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม

แม้ลูกปิดกล่องในช่วงทดเวลาจะต้องรอลุ้นให้ วีเออาร์ ยืนยันว่าไม่ล้ำหน้า แต่ยังไงซะมันก็เป็นประตูที่ 21 ในทุกรายการของซีซั่นนี้ที่ดาวเตะทีมชาติ แอลจีเรีย ทำได้ แถมเป็นการมีส่วนร่วมประตูที่ 101 ของทีมด้วยโดยแบ่งเป็นการตะบันได้เอง 60 ประตู และ แอสซิสต์อีก 41 ประตู

เท่านั้นไม่พอ ดังจะเห็นว่าหลายเกมหลัง มาห์เรซ สอยตาข่ายให้ เรือใบสีฟ้า ได้อย่างต่อเนื่อง และปรากฏว่ามันเป็นการยิงประตูในเกมเหย้าของเขาห้านัดติดต่อกันแล้ว แต่ปีกจอมลวดลายจะพังสถิติของสโมสรได้หรือไม่ก็ต้องรอลุ้นกันดู

-6 ประตู : อูเว่ รอสเลอร์ (เม.ย.-พ.ย.1994), อัลบาโร่ เนเกรโด้ (ต.ค.-ธ.ค.2013)

-5 ประตู :เซร์คิโอ อเกวโร่ (เม.ย.-ส.ค.2015) , เซร์คิโอ อเกวโร่ (ธ.ค.2017-ก.พ.2018) , ริยาด มาห์เรซ (ธ.ค.2021-ปัจจุบัน)

5.ผีแดง ปิดซีซั่นแล้ว

หลังบุกมาแพ้ แมนฯ ซิตี้ ตามความคาดหมายก็เท่ากับว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หล่นจากอันดับสี่ของตารางเป็นที่เรียบร้อยเนื่องจากคู่ก่อนหน้า อาร์เซน่อล บุกไปเฉือนเอาชนะ วัตฟอร์ด ได้ 3-2

จากการลงเล่น 28 นัด ผีแดง เก็บได้ 47 แต้มเป็นรอง ปืนใหญ่ ซึ่งมี 48 แต้ม แต่ลงเล่นแค่ 25 นัด

มองดูแล้วโอกาสจบอันดับท็อปโฟร์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จึงอวสานค่อนข้างแน่แล้วหากจะเพ่งเล็งกันถึงฟอร์มระยะหลังของทีมเมืองกรุงที่จัดจ้านสิ้นดี

ถึงตรงนี้ จึงน่าจะบอกได้เต็มปากว่าโอกาสประสบความสำเร็จหนึ่งเดียวในซีซั่นนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ที่ศึก แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นเอง

แต่แม้เกมแรกในรอบ 16 ทีมกับ แอตเลติโก มาดริด รังนิก จะพาทีมบุกไปตีเสมอทีม ตราหมี 1-1 ได้ แต่คงไม่ง่ายแน่ที่ทีมจากเมืองผู้ดีจะฝ่าด่านคู่แข่งจาก ลา ลีกา ทะลุเข้าสู่รอบแปดทีมสุดท้าย

หรือถ้าทำได้สำเร็จ โอกาสทะยานไปสุดทางถึงฝั่งฝันคว้าโทรฟี่หูใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีมากสักแค่ไหนเชียวในเมื่อเสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งหลายยังแยกเขี้ยวอยู่ในรายการนี้แทบครบ

มันจึงน่าจะเป็นอย่างที่ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทำนายตอกย้ำเอาไว้หลายวาระนั่นแหละว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีสิทธิ์ครองความเป็นเจ้าในยุโรปซีซั่นนี้แค่ 1% เท่านั้น ฉะนั้นหลังร่วงจากอันดับท็อปโฟร์อย่างเป็นทางการ มันก็น่าจะหมายความว่าซีซั่น 2021/22 ของ ผีแดง ปิดฉากลงอย่างบริบูรณ์แล้วนั่นเอง

ติดตามที่เด็ดจากนักวิเคราะห์ชื่อดัง )


www.55vip.club



( ติดตามได้ที่เพจ )


55VIP.Club

( ช่องทางในการติดต่อสอบถาม )



Add friend ที่ @55club


ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น